RSS

ปลูกหญ้าแฝกในไร่สตรอเบอร์รี่

                  กว่า 5 ปีที่ชาวไทยภูเขาเผ่าปะหล่อง หรือดาระอั้ง หันมาปลูกสตรอเบอร์รี่บนดอยโล้น ต.บ้านปิ่น อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ แบบขั้นบันได โดยปลูกหญ้าแฝกกันดินพังทลายในฤดูฝน พร้อมใช้ปุ๋ยชีวภาพมากขึ้นแทนปุ๋ยเคมี ปรากฏว่าสตรอเบอร์รี่ออกผลผลิตดก ปลูกในพื้นที่เพียง 1 ไร่ สร้างรายได้ปีละกว่า 3 แสนบาท

 

                  หอม ยอดแสง เกษตรกรชาวปะหล่องวัย 29 ปี ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ผันชีวิตจากเดิมปลูกบนดอยในเขตพม่า แต่หลังจากที่โครงการหลวงอ่างขาง ของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง จัดที่ทำกินบนดอยโล้นเมื่อ 15 ปีที่แล้วคนละ 1 แปลงๆ แปลงละ 1 ไร่ และครอบปักหลักหากินด้วยการปลูกถั่ว แต่ให้ผลผลิตไม่คอยดีนัก เนื่องจากบนดอยโล้นเป็นพื้นที่ลาดชัน เวลาฝนตกน้ำจะชะล้างหน้าดินทำให้หน้าดินพังทลาย ต่อมาเมื่อ 6 ปีก่อนทางโครงการหลวงหันมาส่งเสริมให้ปลูกสตรอเบอร์รี่แบบขั้นบันได โดยมีเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการอ่างขาง มาแนะนำให้ปลูกหญ้าแฝกตามแนวร่องสตรอเบอร์รี่ขนาด 4 ร่องต่อหญ้าแฝก 1 แถว ปรากฏว่าสามารถป้องกันน้ำเซาะเป็นอย่างดี นอกจากนี้แล้วเจ้าหน้าที่แนะนำให้ใช้ปุ๋ยหมักให้มากขึ้นแทนการใช้ปุ๋ยเคมี ทำให้สตรอเบอร์รีออกผลผลิตดี อย่างปีที่แล้วสามารถขายได้เงินกว่า 3 แสนบาท หักต้นทุนแล้วมีกำไรกว่าครึ่งหนึ่ง

                  “พวกเราเป็นชาวปะหล่องทั้งหมด ปลูกสตรอเบอร์รี่คนละ 1 ไร่ ในพื้นที่บริเวณเดี่ยวกันมี 9 ไร่ แต่ละปีทำเงินทั้ง 9 ไร่หลายล้ายบาท ปีนี้สตรอเบอร์รี่ราคาดี มีพ่อค้ามาติดต่อแล้วราคาเกรดเอ อยู่ที่ 220 บาท ต่ำสุด 160 บาท ปีนี้น่าจะมีรายได้ดี และจะทำให้พวกเราสามารถเลี้ยงครอบครัวโดยไม่เดือดร้อน” หอม กล่าวอย่างภาคภูมิใจ

                  อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการปลูกสตรอเบอร์รี่ค่อนข้างจะต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษตลอดระเวลาที่ ปลูกฤดูกาลละ 8 เดือน ต้องตกแต่งร่อง บำรุงหน้าดินด้วยการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก เมื่อปลูกแล้ว 1 เดือนใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-0-0 พอก่อนออกผลผลิตจึงใช้สูตรเสมอ 15-15-15 และฉีดสารเคมีฆ่าแมลงศัตรูพืชก่อนที่จะออกผลผลิต แต่หลังจากออกผลผลิตแล้วจะใช้น้ำหมักชีวภาพที่ทำจากใบสะเดา สตรอเบอร์รี่จะให้ผลผลิตเก็บขายได้เป็นเวลาเกือบ 4 เดือนตั้งต้นเดือนมกราคมจนถึงต้นเดือนเมษายนของทุกปี

                  ด้าน ปริยากร ศรีตุลาการ นักวิชาการเผยแพร่ปฏิบัติการศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการอ่างขาง บอกว่า ปกติสภาพดินของดอยโล้นจะเป็นดินกรด เนื่องจากสภาพพื้นที่ลาดชัน เวลาฝนตกน้ำจะชะล้างหน้าดินทำให้จุลินทรีย์หน้าดินถูกพัดพาไปกับน้ำฝน จึงแนะนำเกษตรกรปรับหน้าด้วยสารโคโนไมท์ และปูนขาว ไถ่กลบ จากนั้นใช้ปุ๋ยหมัก จนสภาพดินสมบูรณ์เกษตรกรสามารถปลูกพืชได้ แต่เนื่องจากเป็นที่ลาดชันจึงแนะการอนุรักดินทั้งวิธีกล คือนำเทคโนโลยีมาที่เป็นเครื่องกลทางการเกษตร ไม่ว่าดินจะเป็นองค์ประกอบในการเพาะปลูก และใช้วิธีคือในระหว่างที่พักดินก่อนทำการเพาะปลูก ให้ปลูกพืชตระกูลเพื่อบำรุงหน้าดินและใช้ปุ๋ยชีวภาพมากขึ้นและลดการใช้ปุ๋ย เคมีให้น้อยลง

                  ส่วน พจน์ วิจินตโสภณ ฝ่ายเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ กรมพัฒนาที่ดิน บอกว่า เนื่องจากพื้นที่บนดอยโล้นเป็นที่ลาดชัน จึงแนะนำให้เกษตรกรปลูกพืชแบบขั้นบันได้ แต่การทำแบบขั้นบันไดก็เสี่ยงต่อการที่จะถูกน้ำกัดเซาะทำให้ร่องแปลงปลูกสต รอเบอร์รี่เสียหายจึงแนะนำให้ปลูกแฝก ซึ่งเป็นพืชที่มีรากยาวถึง 3 เมตร ปลูกตามแนวยาวตามร่อง 4 ร่องต่อหญ้าแฝก 1 แถว ส่วนใบหญ้าแฝกตัดมาวางบนร่องระหว่างต้นสตรอเบอร์รี่เพื่อป้องกันน้ำฝนหยด เข้าแปลง ปรากฏว่าวิธีนี้สามารถป้องการกัดเซาะสตรอเบอร์รี่เป็นอย่างดี

                  การ ปลูกหญ้าแฝกในใร่สตรอเบอร์รี่ที่ปลูกแบบขั้นบันได นับเป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถป้องกันน้ำฝนกัดเซาะและยังสามารถใช้กับแปลงพืช อย่างอื่นได้อีกด้วย

 
 

สตรอเบอรี่

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 14, 2012 in สตรอเบอรี่

 

เก็บสตรอเบอร์รี่จากไร่

 

การปลูกสตรอเบอรี่

 

ปลูกสตอเบอรี่เเบบไร้สารพิษ

   สตรอเบอรี่เป็นพืชหนึ่งที่มีโรค  แมลงและศัตรูพืชรบกวนมาก  นับตั้งแต่ระยะกล้าไปจนถึงระยะเก็บเกี่ยว  เกษตรกรส่วนใหญ่จึงเลือกใช้สารเคมีในการกำจัดเนื่องจากสะดวก  แต่ส่งผลกระทบสร้างปัญหามากมายตามมา  ดังนั้น  การป้องกันตั้งแต่ระยะแรกปลูกจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง  เพราะโรคของสตรอเบอรี่บางโรคป้องกันได้ด้วยวิธีชีวภาพ

     อนันต์  ลอดแก้ว  เกษตรกรผู้ปลูกสตรอเบอรี่บ้านแม่งอน  อ.ฝาง  จ.เชียงใหม่  ได้เข้าร่วมโครงการควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี   ซึ่งไม่ใช้สารเคมีในการ ป้องกันและกำจัดโรคแมลงศัตรูพืชของศูนย์บริหารศัตรูพืช  จ.เชียงใหม่  ได้ให้รายละเอียดการปลูกสตรอเบอรี่ปลอดสารพษว่า  เริ่มจากการเตรียมดิน  จะใส่ปูนขาว  3  กระสอบ  กระสอบละ  50  กก.  ในพื้นที่  1  ไร่  เพื่อปรับสภาพดินพร้อมไถดะ  ไถแปร  และผึ่งดินตากแดดไว้  2  สัปดาห์  เพื่อกำจัดวัชพืชและศัตรูพืช  หลังจากนั้นหว่านปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกให้ทั่วแปลงในอัตรา  2-2.5  ตัน/ไร่  พร้อมไถพรวน  

เตรียมแปลงปลูกแบบยกร่องให้ฐานแปลงกว้าง  75  ซม.  สูง  20-30  ซม.   และมีสันแปลงเหลือกว้าง  50  ซม.  เว้นทางเดินระหว่างแปลง  30  ซม.  ใช้ใบตองตึงคลุมแปลงเพื่อช่วยรักษาความชื้นของดินและช่วยควบคุมวัชพืชบน แปลง  และป้องกันไม่ให้ผลสดเกิดเสียหายเนื่องจากสัมผัสกับดินโดยทำเป็นตับ   แต่ละตับยาวประมาณ  1  เมตร  มาคลุมทั้ง  2  ด้าน  และด้านบนของแปลงชิดกับต้นที่ปลูกเป็นแถว   จะมีที่ว่างระหว่างต้นสำหรับให้น้ำและปุ๋ยได้  แล้วใช้ไม้ตอกประกบตรงแนวยาวเพื่อยึดให้ใบตองตึงกับพื้นดิน

     นายอนันต์กล่าวว่า   การปลูกสตอรเบอรี่ที่แม่งอนนี้  ใช้ระยะปลูกระหว่างแถว  30-40   ซม.  ระหว่างต้น  25-30  ซม.  ปลูกแบบสลับฟันปลา  โดยทั่วไปจะใช้ต้นไหลสำหรับปลูกประมาณ  10,800  ต้นต่อไร่  ก่อนปลูกเตรียมส่วนผสมเชื้อไตรโคเดอร์มา  3  กก.  กับปุ๋ยหมัก  1.5  กระสอบ  รำ  5  กก.  ใส่รองก้นหลุม  หลุมละประมาณ  20  กรัม  หรือ  2  ช้อนแกง  เพื่อป้องกันโรค  แมลง  และคอเน่า
     ไตรโคเดอร์มา  เป็นจุลินทรีย์ชนิดหนึ่งที่จัดอยู่ในจำพวกของเชื้อราชั้นสูง  เส้นใยมีผนังกั้นแบ่ง  มีประโยชน์ควบคุมโรคพืชที่มีสาเหตุจากเชื้อราได้อย่างกว้างขวาง  ทั้งเชื้อราไตรโคเดอร์ที่เป็นเชื้อราชั้นสูงและชั้นต่ำ  โดยเชื้อไตรโคเดอร์มาจะยับยั้งและทำลายเส้นใยของเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรค พืช  ทำให้ระบบรากพืชแข็งแรง  เร่งการเจริญเติบโตของสตรอเบอรี่  และช่วยเพิ่มความต้านทานโรคพืช

     ส่วนการป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูสตรอเบอรี่  จะใช้เชื้อบิวเวอร์เรีย  ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่เป็นพวกเชื้อราทำลายแมลง  เช่น  แมลงหวี่ขาว  เพลี้ยไฟ  ไรแดง  เพลี้ยอ่อน  เพลี้ยไก่แจ้  และหนอนศัตรูพืช  โดยนำเชื้อบิวเวอร์เรีย  1  กก.  ผสมกับน้ำ  5  ลิตร  คนให้สปอร์หลุด  แล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง  เติมน้ำผสมสารจับใบอีก  15  ลิตร  นำไปฉีดพ่น  นอกจากนี้ยังใช้สารหมักสมุนไพรจากข่า  ตะไคร้หอม  พริกขี้หนู  บอระเพ็ด  และสะเดา  ในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชด้วย  โดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี

     การเพิ่มผลผลิตสตรอเบอรี่จะใช้ฮอร์โมนจากธรรมชาติ  โดยใช้ยอดไหลสตรอเบอรี่ประมาณ  2  กำมือ  ฟักผักกาด  4  หัว  นำมาปั่นให้ละเอียดผสมน้ำมะพร้าว  3  ลูก  จากนั้นนำไปฉีดพ่นในอัตราส่วน  30  ซีซีต่อน้ำ  20  ลิตร  ทุก  5  วัน  เพื่อเร่งการติดดอก  สามารถยึดข้อ  ข้อเหนียว  ก้านใหญ่  และให้ดอกใหญ่  ผลดก  ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่มีประสิทธิภาพ

     นางยลวิไล   ประสมสุข  ผอ.สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร  เขต  6  จ.เชียงใหม่  กล่าวว่า  การปลูกสตรอเบอรี่ปัจจุบันทำให้ปลอดสารเคมีได้   ผลผลิตที่ได้ก็มีคุณภาพและได้มาตรฐาน   ซึ่งผลผลิตของคุณอนันต์  ลอดแก้ว  ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดงานราชพฤกษ์รวมใจภักดิ์ในหลวง  ระหว่างวันที่  1-10  ธค.51  ซึ่งการผลิตสตรอเบอรี่โดยใช้ชีววิธิสามารถแก้ปัญหาได้ในระยะยาว  ประหยัด  ไม่ต้องซื้อ/จ้างคน  ช่วยให้ธรรมชาติสมดุล  ไม่มีศัตรูพืชระบาดและขยายพันธุ์ได้เองตามธรรมชาติ  ผู้ที่สนใจผลิตสตรอเบอรี่ด้วยวิธีนี้ติดต่อ  คุณอนันต์  ลอดแก้ว  ได้ที่  150  หมู่  11  ต.แม่งอน  อ.ฝาง  จ.เชียงใหม่  โทร.08-7050-9436.

 

 

ประโยชน์ของสตอเบอรี่

      สตรอเบอรี่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผลไม้ที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง เพราะ….

1.มี สารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินซี วิตามินเอ โฟเลต และแอนโธไชยานินส์ ที่มีอยู่มากมายในสตรอวเบอร์รี่ที่ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็ง ซึ่งผลจากการศึกษาพบว่า เมื่อเทียบน้ำหนักที่เท่ากับผลไม้ชนิดอื่นๆ แล้ว พลังในการต้านอนุมูลอิสระของสตรอเบอรี่จะสูงกว่าส้มถึงหนึ่งเท่าครึ่ง สูงกว่าองุ่นแดง 2 เท่า สูงกว่ากีวี 3 เท่า สูงกว่า “กล้วยหอม” กับ “มะเขือเทศ” 7 เท่า และสูงกว่า “ลูกแพร” ถึง 15 เท่า!!

นอกจากนี้ ผลสตรอเบอรี่ยังอุดมไปด้วยสารแอนตี้ออกซิแดนท์อีกหลายชนิด เช่น เคอซิติน (quercetin)  แอนโทไซยานิน (anthocyanin) เคมเพอรอล (kaempferol) รวมถึงวิตามินซีดังที่กล่าวมา ซึ่งพบว่ามีอยู่ในอัตราที่สูงมาก (สตรอเบอรี่ฝานบางๆ  1  ถ้วยจะมีวิตามินซี  ประมาณ  94  กรัม) โดยมีผลงานวิจัยมากมายยืนยันว่า สารดังกล่าวได้ไปช่วยยับยั้งการสร้างสารคาร์ซิโนเจน (Carcinogens)  ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการก่อโรคมะเร็ง รวมทั้งไปบล็อคกลไกหรือกระบวน (ตั้งแต่เริ่มแรก) ไม่ให้เกิดโรคขึ้น และถ้าเกิดขึ้นแล้ว มันก็จะไปยับยั้งเนื้องอก (tumors) ไม่ให้เจริญอีกต่อไป

 2.ช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดอุดตัน

 3.อุดมด้วยวิตามินซี และธาตุเหล็ก มีคุณประโยชน์ต่อระบบเลือดและหัวใจ

 4. ในวิตามินซีนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่ามีกรดอินทรีย์สำคัญที่เรียกว่า “กรดแอสคอร์บิก” (Ascorbic acid) ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ทั้งยังช่วยเพิ่มภูมิต้านทานของร่างกายต่อโรคภัยต่างๆ เช่น โรคภูมิแพ้ และโรคหวัด เป็นต้น ที่สำคัญคือ ยังช่วยชะลอความชรา และการเกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร อีกด้วย

 5.ช่วย ให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้สะดวก มีสรรพคุณเป็นยาระบายอย่างอ่อน ยาขับปัสสาวะ รับประทานผลสดครั้งละ 5-6 ผล เพราะสตรอเบอร์รี่นั้นอุดมไปด้วยวิตามินซีและธาตุเหล็ก
6.สามารถยับยั้งสารก่อมะเร็งกลุ่มไนโตรซามีนได้ (สารกลุ่มนี้กระตุ้นการเกิดมะเร็งในลำไส้) เนื่องจากมีโพลีฟินอลปริมาณสูง

7. มีส่วนช่วยในการสร้างคอลลาเจน  ลดริ้วรอย เพราะอุดมด้วยวิตามิน ซี 

8.อุดมด้วยซูเปอร์ไฟเบอร์เพคติน ซึ่งสามารถช่วยลดปริมาณโคเลสเตอรอลได้ระดับหนึ่ง

9. ดูแลสายตา   ปัญหาเกี่ยวกับดวงตาส่วนใหญ่จะเกิดจากอนุมูลอิสระ และการขาดสารอาหารบางชนิด และเมื่อเราอายุมากขึ้น ดวงตาของเรายิ่งถูกทำร้ายได้ง่าย ซ้ำร้ายความแก่ชราจะทำให้กล้ามเนื้อดวงตาเสื่อมสภาพ แต่สตรอเบอร์รี่มีสารต้านอนุมูลอิสระ อย่างวิตามินซี ฟลาโวนอยด์ กรดฟีโนลิก และกรดเอลลาจิก ซึ่งช่วยชะลอกระบวนการดังกล่าว แถมยังมีโพแทสเซียมซึ่งช่วยปรับความดันในตาให้เป็นปกติอีกด้วย

ผลไม้ตระกูล เบอร์รี่สารมีสารต้านอนุมูลอิสระ อุดมไปด้วยวิตตามินเอ เบต้าแคโรทีน ลูทีน ซิแซนทิน โอฟลาวโวนอยด์ และสารแอนต้าแซนธิน ช่วยบำรุงดวงตา ช่วยให้ผิวบุนัยน์ตา รวมทั้งเยื่อบุของอวัยวะต่างๆ แข็งแรง โพแทสเซียมซึ่งช่วยปรับความดันในตาให้เป็นปกติและสตอเบอร์รี่ยังช่วยป้องกันโรคตา เช่น ต้อกระจก โรคตาบอดกลางคืน การรับประทานสตอเบอร์รี่เป็นประจำทุกวัน ช่วยลดความเสื่อมของจอประสาทตาได้ถึง 50%

10. ป้องกันโรคข้ออักเสบและโรคเกาต์  เมื่อกล้ามเนื้อถูกใช้งานนาน ๆ เข้า กล้ามเนื้อของเราก็มีแต่จะถดถอย ของเหลวบริเวณข้อต่อกระดูกจะเหือดแห้งลงไปเรื่อย ๆ และร่างกายก็สะสมสารพิษอย่างกรดยูริกเอาไว้มากขึ้น ๆ ทำให้โรคข้ออักเสบและโรคเกาต์ถามหา แต่เราสามารถขับไล่โรคทั้งสองได้ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และสรรพคุณล้างพิษของสตรอวเบอร์รี่

11. ส่งเสริมการทำงานของสมอง   ยิ่งแก่ยิ่งขี้หลงขี้ลืม เพราะเนื้อเยื่อและเส้นประสาทในสมองเสื่อมสภาพจากอนุมูลอิสระตัวร้าย ซึ่งสตรอวเบอร์รี่ช่วยได้ เพราะมีวิตามินซี และไฟโตนิวเทรียนต์ ที่ทำให้อนุมูลอิสระหมดฤทธิ์ และคืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ระบบประสาท แถมยังมีไอโอดีนที่ทำให้สมองและระบบประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีก ด้วย

12.ลด ความดันโลหิต หากโซเดียมเป็นตัวการทำให้เกิดความดันโลหิตสูง สตรอวเบอร์รี่ก็มีโพแทสเซียมและแมกนีเซียมที่ช่วยปรับความดันให้เป็นปกติ

13. ปราบโรคหัวใจ ใยอาหาร โฟเลต และสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย แถมวิตามินบีบางชนิดที่พบได้ในสตรอวเบอร์รี่ จะเสริมสร้างกล้ามเนื้อหัวใจให้แข็งแรงอีกด้วย

14. มีแคลเซียม และฟอสฟอรัส ช่วยในการสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง

15. มีคุณสมบัติในการรักษาโรคหลายชนิด เช่น นิ่วในไต

16. นำใบสตรอเบอรี่สดมาแช่น้ำทิ้งไว้ค้างคืน แล้วนำมาอมบ้วนปาก จะใช้เป็นยาแก้กลิ่นปากได้อย่างดี ทำให้ลมหายใจสดชื่น ใช้กลั้วคอ แก้อาการเจ็บคอ ทำให้สุขภาพเหงือกและฟันแข็งแรงรักษาแผลในปากได้อีกด้วย

17. สรรพคุณทางสมุนไพรของสตรอเบอร์รี ผลสด ช่วยบรรเทาโรคตับอักเสบ ท้องร่วง และโรคเหน็บชา

18. ใบสดของสตรอเบอร์รี นำมาโขลก แล้วนำไปประคบตามร่างกายจะช่วยลดอาการอักเสบ และบวมช้ำได้เป็นอย่างดี

19.มีกรดฟอลิค เป็นประโยชน์สำหรับหญิงตั้งครรภ์ ช่วยป้องกันไม่ให้ทารกในครรภ์สมองพิการได้

20.ช่วยดีท็อกซ์ขับสารพิษออกจากร่างกาย ทำให้ร่างกายสดชื่นผ่อนคลาย

21.ใช้ ทำความสะอาดผิวหน้า ผสมสตรอเบอร์รี่ 2-3 ผลกับน้ำมะนาว นำมานวดให้ทั่วใบหน้า แล้วจึงล้างออก สตรอเบอร์รี่อุดมด้วยวิตามินและกรดเอเอชเอธรรมชาติ ซึ่งสามารถช่วยปรับสภาพผิวและลดการอุดตันของรูขุมขนได้ดี

22. ช่วยบำรุงผิวให้สวยใสไร้ริ้วรอย นำผลสตเบอร์รี่สดฝานบางๆ วางให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ใช้บำรุงผิวหน้าก่อนนอนเป็นประจำ จะช่วยลบริ้วรอยจากแสงแดดได้

23.มีพลังงานต่ำ จึงเหมาะสำหรับ ลดความอ้วน

24. วิตามินซีสูง สามารถป้องกันโรคหวัดได้เมื่อทานเป็นประจำ

25.ชะลอความชรา เพราะมีสารช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระได26.ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก และช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกได้

27.ใบ และรากสตรอเบอรี่ตากจนแห้ง ใช้ชงกับน้ำเดือด ดื่มแทนน้ำชา ใช้ใบ และรากสตรอเบอรี่ 2 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำเดือด 1 กาขนาดกลาง สำหรับสตรที่มีประจำเดือนไม่ปกติ มาไม่สม่ำเสมอ จะหายเป็นปกติ

28.ใช้ เหล้าไวน์ 1 ถ้วยตวง ใส่รากและใบสตรอเบอรี่ที่ตากแห้ง 1/2 ถ้วยตวง ต้มให้เดือดแล้วกรองเอาแต่น้ำ ให้คนที่เป็นโรคตับอักเสบ โรคเลือดออกตามไรฟัน โรคท้องร่วง โรคทางเดินปัสสาวะ ดื่มก่อนอาหารทุกมื้อ อาการป่วยจะทุเลาลงได้

29.  บำรุงร่างกายหลังฟื้นไข้ โดยรับประทานน้ำคั้นจากผลสตรอเบอร์รี่สดวันละ 1 แก้ว

30. ใช้ใบสตรอเบอรี่ซ้อนกันหลาย ๆ ใบ นำมาประคบแก้รอยช้ำบวมบนร่างกาย

31.นำใบสตรอเบอรี่ และรากที่ตากแห้งแล้ว มาใส่โถปั่น ปั่นจนเป็นผงใช้แทนยาสีฟัน ทำให้ฟันขาวเป็นเงางาม

32. มีวิตามิน บี 9 (โฟลิค)   ลดระดับคลอเลสเตอรอลในเลือด  สร้างเม็ดเลือด  ป้องกันโรคโลหิตจางฟลาโวนอยด์  ช่วยเพิ่มระดับคลอเลสเตอรอลตัวดี (HDL)  ช่วยทำให้หลอดเลือดสะอาดปราศจากคราบไขมันเกาะจับ  ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ

 

 

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มกราคม 7, 2012 in ประโยชน์

 

ปัญหาการปลูก

1. พันธุ์ Tioga ได้ถูกปลูกมาเป็นเวลานานเกือบ 30 ปีแล้ว โดยไม่ได้มีการเปลี่ยนเป็นพันธุ์ใหม่ที่ดีกว่า ขณะนี้เกษตรกรกำลังต้องการ พันธุ์ใหม่ที่ตลาดต้องการมาทดแทน เนื่องจากพันธุ์นี้มีช่วงการเก็บเกี่ยวที่ค่อนข้างสั้น ผลมีขนาดเล็กซึ่งไม่เป็นที่ต้องการของตลาด รับประทานผลสด รวมทั้งรสชาติที่ค่อนข้างเปรี้ยวไม่เป็นที่นิยมของผู้บริโภค

2. เนื่องมาจากปัญหาต่าง ๆ เช่น ไม่มีการคัดเลือกต้นแม่ที่มีคุณภาพในการขยายต้นไหล ขาดวิธีจัดการที่ดีทางเขตกรรมในแปลงก่อน และหลังการปลูก รวมทั้งการใช้ต้นแม่พันธุ์เก่าขยายต้นไหลอย่างสืบเนื่องกันมาเป็นเวลานาน หลายสิบปี โดยไม่ได้มีการใช้ต้นแม่พันธุ์ ที่ผ่านการรับรองซึ่งได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเจริญและปลอดโรค จึงทำให้ต้นไหลที่ได้อ่อนแอให้ผลผลิตต่ำในช่วงของฤดูกาลปลูก ผลผลิตที่ได้ก็มีคุณภาพที่ไม่ดีตามไปด้วย ขนาดของผลเล็กลงมากในช่วงกลางและปลายฤดูจนไม่สามารถจำหน่ายได้ ซึ่งถือว่าเป็น การสูญเสียอย่างมาก

3. ผลที่เก็บเกี่ยวมาไม่มีการพัฒนาของสีหรือความสุกที่เป็นเกณฑ์มาตรฐาน (ซึ่งโดยทั่วไปควรจะให้มีการพัฒนาของสีอยู่ระหว่าง 50-70 % บนผิวผล) ในประเทศไทยเกษตรกรผู้ปลูกสตรอเบอรี่จะเก็บเกี่ยวผลหลายช่วงของการพัฒนาของ สีโดยขึ้นอยู่กับตลาด ปัญหาที่เกิดขึ้นคือความไม่มีรสชาติของผลที่สุกไม่เต็มที่ เนื่องจากสตรอเบอรี่จัดเป็นผลไม้พวก Non-climacteric ซึ่งต้องเก็บเกี่ยว ตอนผลสุกจึงจะให้รสชาติที่ดี นอกจากนี้ผลมีความชอกช้ำง่ายในขณะขนส่ง ทำให้กลายเป็นผลเกรดต่ำอย่างรวดเร็ว เมื่อไปถึงตลาด ในสภาพอากาศร้อน การพิจารณาช่วงเก็บเกี่ยวที่เป็นมาตรฐานและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวที่มี ประสิทธิภาพ ควรนำมาใช้ใน การปลูกสตรอเบอรี่ที่เป็นการค้าอย่างจริงจัง

4. เนื่องมาจากการเข้าทำลายของโรคทางราก และลำต้นในช่วงสามปีที่ผ่านมา ทำให้พื้นที่การปลูกสตรอเบอรี่บางแห่งลดปริมาณลงไป กว่าครึ่ง เช่น ที่อำเภอแม่สายและฝาง ปัจจุบันก็ยังเป็นปัญหาอยู่โดยเกษตรกรขาดความรู้ความเข้าใจในการแก้ไข หรือการควบคุม ป้องกันเรื่องโรคแมลงที่เป็นศัตรูต่าง ๆ รวมทั้งยังขาดการประสานงานและความช่วยเหลืออย่างทันเหตุการณ์ของหน่วยงานที่ รับผิดชอบ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นอีกด้วย

5. ราคาผลผลิตต่อกิโลกรัมที่ค่อนข้างต่ำกว่าที่ควรจะเป็นเช่น ผลผลิตส่งโรงงานกิโลกรัมละ 8-13 บาท และผลรับประทานสดเฉลี่ย กิโลกรัมละ 20-30 บาท

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มกราคม 7, 2012 in ปัญหาการปลูก